ผลไม้สําหรับผู้ป่วยมะเร็งผัก-ผลไม้ เพื่อสุขภาพ เมนูเพื่อสุขภาพ 

ผลไม้ของคนทำคีโม ที่ผู้ป่วยหลายคมองข้ามไม่เคยหาทาน

แนะนำ  ผลไม้ของคนทำคีโม  สำหรับการเคมีบำบัดหรือที่รู้จักในชื่อคีโม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้ยาเคมีเข้าไปออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งโดยเป็นการหยุดยั้ง หรือชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อโรคมะเร็งเป็นจนถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยการใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งมีทั้งวิธีกินและฉีด โดยแพทย์จะมีการวินิจฉัยจากชนิด ระยะของโรคมะเร็ง ผลข้างเคียงจากยาและสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ผลไม้ของคนทำคีโม

ผลไม้ของคนทำคีโม  ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งสามารถตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด

โดยการทาน ที่มีผลดีต่อการรักษา และช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลาม ล่าสุดได้มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า อะพิจีนิน (Apigenin) สารทิ่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) พบมากในผักและผลไม้ ที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งตอบสนองต่อการรักษาด้วยการใช้ยาเคมีบำบัดได้ดีขึ้นอีกด้วย

โดยอะพิจีนิน พบมากในผักชีฝรั่ง โหระพา อาร์ติโช้ก (Artichoke) เชอร์รี่ องุ่น แอ๊ปเปิ้ล ถั่วเปลือกแข็ง นอกจากช่วยสนับสนุนการรักษาด้วยเคมีบำบัด หลายการศึกษายังได้ค้นพบว่า อะพิจีนินมี ผลช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งในหลายอวัยวะ อย่างเช่น เต้านม ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน ต่อมไทรอยด์ ผิวหนัง และในเซลล์เม็ดเลือดขาวอีกด้วย

นัและนอกจากนี้กวิจัยยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ผักและผลไม้คืออาหารจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้จริง แนะนำให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ที่ไม่ป่วยกินเป็นประจำ และโดยควรกินให้หลากหลาย เพื่อช่วยสนับสนุนการรักษาและป้องกันสารพัดโรคร้าย

จากที่เราได้พูดถึงผักผลไม้สำหรับคน ทำคีโมมะเร็ง ไปแล้ว วันนี้ทางเว็บขอมาพูดเพิ่มเติมกับ3 ของผลไม้ ที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งในแต่ละส่วนของร่างการกัน

น้ําผักผลไม้ สําหรับผู้ป่วยมะเร็ง
1.สตรอว์เบอร์รี่ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร

ศูนย์มะเร็งครบวงจรทางมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ (The Ohio State University Comprehensive Cancer Center) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาพบว่า การกินสตรอว์เบอร์รี่เป็นประจำ อาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ โดยนักวิจัยทดลองได้ให้อาสาสมัคร 36 คน กินสตรอว์เบอร์รี่แช่แข็ง 60 กรัม ทุกวัน ติดกันนาน 6 เดือน พร้อมเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ เพื่อตรวจหามะเร็งก่อนและหลังการทดลอง

ผลปรากฏว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง ได้มีการขยายตัวของการอักเสบในหลอดอาหารลดน้ออลง สรุปได้ว่า สตรอว์เบอร์รี่มีผลช่วยในการชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ไม่เพียงจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร แต่ยังสามารถลดการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยพบการรายงานจากวารสาร PLoS ONE ที่ได้ระบุไว้ว่า สตรอว์เบอร์รี่สามารถที่จะลดอันตรายของแอลกอฮอล์ที่มีผลต่อผนังกระเพาะอาหารในหนูทดลองได้ ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นไม่เพียงมีผลให้กระเพาะอาหารอักเสบ ยังทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งอีกด้วย

สตรอว์เบอร์รี่ผลเล็กสีแดง ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับนำมาทำน้ำผลไม้สตรอว์เบอร์รี่ ผลขนาดกลางเพียง 5-6 ผล ก็ให้วิตามินซีเพียงพอต่อความต้องการในหนึ่งวัน

 

2.แอ๊ปเปิ้ล ขมิ้น องุ่นแดง ช่วยสกัดกั้นมะเร็งลุกลาม

จากงานวิจัยใหม่ของมหาวิทยาลัยเทกซัสออสตินที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Precision Oncology พบว่า เมื่อนำเอาสารประกอบธรรมชาติ ซึ่งพบในขมิ้น แอ๊ปเปิ้ล และองุ่นแดง มาทำงานร่วมกันสามารถขัดขวางการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้

ซึ่งนักวิจัยได้ทดสอบโดยการฉีดสารประกอบธรรมชาติ 142 ชนิดในหนูทดลองและเซลล์ของคน เพื่อที่จะดูว่าสารสกัดจากพืชชนิดใด สามารถจะยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยเฉพาะในการใช้สารสกัดทั้งชนิดเดียว และหลายชนิดร่วมกับเซลล์มะเร็ง

ผลปรากฏว่า เมื่อนำเอาสารประกอบจากธรรมชาติ 3 ชนิด คือ กรดเออร์โซลิก (Ursolic Acid) ที่พบในแอ๊ปเปิ้ลและโรสแมรี่ เคอร์คิวมิน (Curcumin) ที่พบในขมิ้น และเรสเวอราทรอล (Resveratrol) mujพบในองุ่นแดงและผลเบอร์รี่ และได้นำมาทำงานร่วมกันมีผลช่วยยับยั้งการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อเซลล์มะเร็ง และเมื่อเซลล์มะเร็งไม่มีอาหารหล่อเลี้ยง จะยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้

นับว่างานวิจัยนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกินพืชผักผลไม้ที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลายชนิด ที่จะทำงานส่งเสริมกันเพื่อป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็งwfh

– แอ๊ปเปิ้ลมีกรดทาร์ทาริก กรดมาลิก และกรดซิตริก ซึ่งช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยควรเลือกผลที่เต่งตึง มีความมันวาว เปลือกสีเข้ม ไม่มีรอยช้ำหรือบุ๋ม
-องุ่นช่วยให้ร่างกายสดชื่นเนื่องจากมีกลูโคส และฟรักโทสเป็นส่วนประกอบหลัก ควรเลือกผลองุ่นที่มีสีนวลขาว ผลแน่น ขั้นสีเขียว

 

3.กินมันม่วง หนีมะเร็งลำไส้

การที่เราเลือกทานอาหารที่ให้พลังงานสูงและไขมันสูงเป็นประจำ อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ แต่ล่าสุดในผลการศึกษาจากวารสาร Nutritional Biochemistry พบว่า หากเพิ่มมันม่วงเข้าไปในมื้ออาหารด้วย จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ได้ง่าย

ซึ่งพบว่า หมูที่กินมันม่วงไม่ว่าจะดิบหรือสุกต่างก็มีระดับโปรตีนที่ชื่อ อินเตอร์ลูคิน–6 (Interleukin-6) ในร่างกายต่ำกว่าหมูที่ไม่กินถึง 6 เท่า อินเตอร์ลูคิน-6 คือ โปรตีนที่ส่งผลต่อการอักเสบ การแพร่กระจาย และการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ถ้าหากมีระดับโปรตีนชนิดนี้สูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

ซึ่งในมันม่วงอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อย่างเช่น แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และกรดฟีนอลิก (Phenolic Acid) ที่เป็นสารสำคัญที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ไม่เฉพาะผักและผลไม้สีม่วง ผักผลไม้สีต่าง ๆ ที่พบในอาหารจากธรรมชาติล้วนให้ผลในการต่อต้านโรคมะเร็งเช่นกัน

สำหรับการเลือกซื้อควรเลือกหัวมันที่เปลือกเรียบ ไม่มีร่องรอยการเจาะเป็นรู เต่งตึง หัวอวบ และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ส่วนใหญ่นำมาอบหรือเผา

บทความแนะนำ

Scroll Up