สิวความสวยความงาม ผู้หญิง 

สิวอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร

สิวอักเสบ สิวอีกชนิดที่ใครก็ไม่อยากเป็น เพราะลักษณะที่บวมแดง พอหายก็ทิ้งร่องรอยไว้อีกต่างหาก จึงทำให้ผู้ที่เป็นเสียความมั่นใจ บางคนอาจจะมีอาการเล็กน้อย แต่บางคนอาจจะเป็นรุนแรงถึงขนาดเป็นสิวหัวช้าง วันนี้เรามีสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ ชนิดของสิว และวิธีการรักษามาฝากทุกคน

 

สิวอักเสบ

สาเหตุของ สิวอักเสบ

1. เกิดจากการที่มืออยู่ไม่นิ่ง ผู้ที่ชอบสัมผัส ทั้งการบีบ แคะ แกะ เกา ทั้งสิวชนิดมีหัวหรือไม่มีหัวก็ตาม จึงทำให้หัวสิวแตก ก่อให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย
2. การอุดตันในรูขุมขนที่อาจนำไปสู่ปฏิกิริยาอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจะห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมไว้จนเกิดเป็นก้อนสะสมใต้ผิวหนัง
3. พันธุกรรม ในครอบครัวที่มีผิวมัน รูขุมขนกว้าง หรือ เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง ก็มีความเสี่ยงในการเป็นสิวอักเสบมากกว่า และเวลาที่เกิดก็มักจะมีความรุนแรงมากกว่า
4. อาหารที่ทาน อาหารที่มีความมันมากย่อมส่งผลต่อการเกิดสิว เช่นอาหารที่มีส่วนประกอบของไกลซีมิค นมวัว เป็นต้น ส่วนอาหารที่สามารถป้องกันและช่วยให้สิวหายได้เร็วขึ้นคือ อาหารที่มีวิตามินบี วิตามินซีสูง ส่วนใหญ่จะพบได้ในผักและผลไม้
5. การดูแลตัวเองไม่เหมาะสม เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่ตรงเวลาและตื่นไม่ตรงเวลา สังเกตได้ว่าเมื่อเราตื่นสายมากๆหน้าจะมีความมันมาก เป็นสาเหตุให้เกิดสิว อีกทั้งการนอนและตื่นไม่เป็นเวลา ย่อมส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันทำให้เป็นสิวง่าย และการทำความสะอาดผิวหน้าไม่ดีก็จะทำให้เกิดสิวอุดตัน และเป็นสิวอักเสบตามมา
6. การใช้ยารักษาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลิเทียม ยาต้านอาการชัก เป็นต้น
7. การสูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมาก

ชนิดของสิวอักเสบ

 

ชนิดของสิวอักเสบ

1. สิวตุ่มแดง เป็นตุ่มสีแดงขนาดเล็ก เป็นก้อนแข็งนูนขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวด ส่วนมากสิวชนิดนี้เป็นสิวอักเสบในระยะแรกที่เปลี่ยนมาจากสิวอุดตัน
2. สิวหัวหนอง เป็นผลมาจากการอักเสบบริเวณต่อมเหงื่อและรูขุมขน เกิดเป็นตุ่มที่มีหนองสีขาวอยู่ตรงหัวสิว
3. สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก เป็นตุ่มแดงเจ็บขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง คล้ายสิวตุ่มธรรมดา มีอาการเจ็บปวดค่อนข้างมาก
4. สิวหัวช้าง เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง มักเป็นในวัยรุ่นผู้ชายที่มีผิวหน้ามันมาก หัวสิวมักแตกแล้วมีหนอง มีน้ำเหลืองไหล สิวมักมีจำนวนมากที่ใบหน้า แผ่นหลัง และหน้าอก รักษาได้ยากกว่าสิวอักเสบชนิดอื่นๆ

การรักษาสิวอักเสบ

วิธีรักษาสิวอักเสบแบบเร่งด่วน

รักษาโดยใช้ยาทาภายนอก
1. ยากลุ่ม Benzoyl peroxide สำหรับผู้ใหญ่ควรใช้ความเข้มข้น 2.5-10% วันละ 1-2 ครั้งหลังล้างหน้า หรือตามคำแนะนำของแพทย์ ผลข้างเคียงของยานี้ คือ ทำให้ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย คันแสบ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ทายา
2. ยาทาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียลดการอักเสบ พื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรรอ 30 นาทีหลังจากล้างหน้าก่อนที่จะทา ควรใช้สลับกับยาทาชนิดอื่น เนื่องจากใช้ไปนานๆแล้ว จะทำให้ดื้อยา
3. ยาทาเรตินอยด์ ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหนัง ลดสิวอุดตัน และลดการอักเสบ ผลข้างเคียงคือ ทำให้ผิวลอก คัน แดง ยาทำให้ผิวหน้าบางลง ดังนั้นควรทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปยังที่แจ้ง

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

 

วิธี รักษา สิว อักเสบ ด้วย ตนเอง
1. การประคบน้ำแข็ง ใช้สำหรับเมื่อเริ่มเป็นจุดแดง ๆ และยังไม่ได้เป็นสิวอักเสบหัวหนอง ให้เราใช้น้ำแข็งมาประคบที่หัวสิวที่มีอาการบวมแดง วิธีนี้สามารถช่วยลดอาการบวมแดงได้
2. หยุดบีบ แคะ หรือแกะสิวอักเสบ เพราะจะยิ่งทำให้มีอาการแย่ลง เพราะการบีบจะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น อีกทั้งถ้ามือไม่สะอาดจะยิ่งทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้นได้
3. รักษาด้วยสมุนไพร
3.1 ว่านห่างจระเข้ โดยใช้ส่วนที่เป็นวุ้นใสๆ ที่ล้างเอายางออกให้หมดก่อน หลังจากนั้นหั่นวุ้นใสเป็นชิ้นเล็กๆ ทาบริเวณสิวอักเสบวันละ 1 – 2 ครั้ง
3.2 หอมแดง ใช้หอมแดงจำนวน 1 ผล คั้นเอาแต่น้ำหรือฝานเป็นแว่นบางๆ ทาบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
3.3 มะนาว บีบน้ำมะนาวสด ๆ 1 ซีก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นให้นำสำลีมาชุบและทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออก
3.4 ขมิ้น นำขมิ้นมาล้างให้สะอาด แล้วนำฝน หลังจากนั้นนำมาแต้มบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที ล้างออกให้สะอาด ขมิ้นจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวอักเสบยุบลง
3.5 ใบบัวบก จะทำให้สิวหายเร็วขึ้น เพียงแค่นำใบบัวบกมาตำให้ละเอียด ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย หลังจากนั้นให้นำมาโปะพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วค่อยเอาออกและล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง

ได้รู้ถึงสาเหตุและวิธีป้องกัน-รักษาสิวอักเสบกันไปแล้ว หวังทุกคนจะมีใบหน้าที่เนียนสวยไร้สิวกันทุกคนะคะ ทั้งนี้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย และการพักผ่อนนอนที่เพียงพอทุกวัน ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพผิวของเราด้วยเช่นกัน

บทความแนะนำ

Scroll Up