ควินัว ดียังไงธัญพืช เมนูเพื่อสุขภาพ 

ควินัว ธัญพืชเพื่อสุขภาพที่หลายคนยังไม่รู้จัก ดีอย่างไร

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพเป็นชีวิตจิตใจคงรู้จัก ควินัว กันเป็นอย่างดี แต่ยังมีหลายคนไม่รู้จักธัญพืชชนิดนี้สักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในประเทศไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากนัก แต่ว่าต่างประเทศเขานิยมทานควินัว และนำควินัวไปทำอาหารเพื่อสุขภาพอร่อย ๆ มากมาย วันนี้จะพาไปรู้จักควินัวว่าคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร และดีต่อร่างกายเราแค่ไหน ทำไมถึงขึ้นชื่อว่า ซูเปอร์ฟู้ด มาดูประโยชน์ของพืชชนิดนี้กันดีกว่า

ควินัว

ควินัว คืออะไร

อย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่ามันคือธัญพืช แต่เป็นธัญพืชเทียม เพราะจริงๆ แล้วควินัวไม่ใช่ธัญพืช แต่เป็นพืชตระกูลหัวบีท ผักโขม ทัมเบิ้ลวีด แต่ถึงแม้จะเป็นธัญพืชเทียม แต่ก็มีประโยชน์มาก มีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ หน้าตาคล้ายกับธัญพืชทั่ว ๆ ไป สามารถนำมาหุงทานแบบข้าว หรือจะนำมาใส่ทานคู่กับของหวานก็ยังได้ และใช้เวลาหุงเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพ เช่น ชาวญี่ปุ่นจะนำคีนัวทำซูชิ ชาวอเมริกันนิยมนำคีนัวไปผสมในเพนเค้ก หรือขนมต่าง ๆ และนำมาเป็นส่วนผสมในสลัด เป็นต้น
มีอายุเก่าแก่ถึง 7,000 ปี โดยถิ่นกำเนิดจากพื้นที่ของชาวอินคา ชนเผ่าพื้นเมืองโบราณแถบอเมริกาใต้ พบมากอยู่ทางทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ เปรู, โคลัมเบีย, เอกวาดอร์ หรือโบลีเวีย เป็นต้น อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ

ประโยชน์ของควินัว

 

 

1. มีโปรตีนสูง ควินัวมีโปรตีนที่คล้ายกับสัตว์ โดยในควินัว 1 ถ้วย จะให้พลังงาน 220 แคลอรี่ และโปรตีน 8 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับโปรตีนที่ได้จากไข่ 1 ฟองกันเลยทีเดียว แต่แคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตก็มากกว่าแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่นกัน
2. อุดมด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน และปรับสมดุลของระดับน้ำตาลภายในเลือดได้ดี จัดเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนักอย่างยิ่ง และไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือโรคลำไส้ต่างๆ และดีต่อระบบย่อยอาหาร
3. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ปริมาณเส้นใยสูงในคลินัวอาจจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพียงบริโภคธัญพืชชนิดนี้ 2 ถ้วยต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึฃ 21 เปอร์เซ็น
4. มีแคลเซียมสูง สำหรับใครที่ไม่ชอบดื่มนม หรือแพ้นม สามารถทานควินัวแทนได้ เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
5. มีคอเลสเตอรอลต่ำ เหมาะกับทุกคนที่อยากลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย หรือคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และยังเหมำผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะควินัวมีปริมาณไขมันน้อย จึงช่วยลดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

 

 

6. เหมาะกับผู้ที่แพ้กลูเตน กลูเตนนั้นเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวชนิดต่าง ๆ อาทิ ข้าวไรย์ ข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์ โดยส่วนใหญ่พบในผลิตภัณฑ์จำพวกแป้งสาลี อาทิ แป้งเค้ก แป้งพาย เบเกอรี่ต่าง ๆ ซึ่งควินัวไม่มีกลูเตนจึงสามารถนำควินัวมาประกอบอาหารทดแทนได้เช่นกัน
7. ลดการอักเสบ ช่วยส่งเสริมให้ลำไส้ผลิตแบคทีเรียชนิดดี ในขณะที่ช่วยขับไล่แบคทีเรียอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย เมื่อร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียและแบคทีเรียร้ายออกไปได้ ความเสี่ยงต่อการอักเสบตามส่วนต่าง ๆ จึงมีโอกาสเกิดได้น้อยลง
8. มีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ควินัวมีปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างไลซีนค่อนข้างมาก นอกจากนี้ปริมาณโปรตีนในคีนัวมีมากกว่าปริมาณโปรตีนในธัญพืชและข้าวไม่ขัดสีถึง 25% เลยทีเดียว
9. บำรุงหัวใจ เมล็ดควินัวอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้

จากประโยชน์ของควินัวที่กล่าวมาข้างต้น เรียกได้ว่าคุณประโยชน์ของควินัวสูสีกับข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์เลยทีเดียว โดยส่งผลดีต่อร่างกายในหลายๆด้าน แต่การที่ควินัวมีไฟเบอร์สูงนั้นเหมาะกับผู้ที่ขับถ่ายยาก ในทางตรงกันข้ามผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้อย่างท้องเสียง่าย อาจต้องทานในปริมาณที่น้อยก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องเสียหรือท้องร่วงนั่นเอง

วิธีทานควินัว

นำไปต้ม
นำไปแช่น้ำ 10 นาที หลังจากนั้นนำไปต้มอีกครั้ง ให้ควินัวสุก ลักษณะจะเหมือนข้าวสั้นๆ ขาวๆ เหลืองๆ เมื่อสุกแล้วจะนิ่มๆ มีความหนึบเล็กน้อย ระหว่างต้มสามารถเติมเกลือ หรือน้ำมันมะกอก เล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติได้
วิธีหุงควินัวแทนข้าว
นำควินัวไปล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นใส่ควินัว 1 ถ้วย ตามด้วยน้ำ 2 ถ้วย และเกลือป่นเล็กน้อย ลงในหม้อหุงข้าว จากนั้นกดปุ่มหุงข้าว ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จนคีนัวสุก ใช้ส้อมค่อย ๆ คนคีนัวให้ร่วน พักไว้พออุ่น

ทั้งนี้อาจมีบางคนที่ไม่ค่อยชอบใจกลิ่นของควินัวนัก เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำควินัวไปล้างผ่านน้ำไหลประมาณ 2 รอบ ก่อนนำไปแช่น้ำเย็นและปรุงสุกเพื่อลดกลิ่นดังกล่าว

บทความแนะนำ

Scroll Up