โรคภัย 

“โรคดึงผม” สาเหตุผมล้านเป็นหย่อมๆ ที่หลายคนอาจจะเป็นโดยไม่รู้ตัว!!

พฤติกรรมการดึงผมตนเอง ทำให้ผมบาง อาจจะล้านเป็นหย่อม ๆ เกิดขึ้นกับหลายคน เพราะบางครั้งคุณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่คุณอาจคิดไม่ถีงว่าการที่คุณดึงผมตัวเองบ่อยๆ นั้นอาจจะเป็น “ โรคดึงผม ” อยู่ก็ได้ แต่จะแก้ได้อย่างไร วันนี้ทางเว็บเราขอมามาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

 

โรคดึงผม

” โรคดึงผม ตนเอง ” หรือ hair-pulling disorder มีอีกชื่ออย่างหนึ่งคือ trichotillomania

จัดเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางจิตเวช ซึ่งในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งอาการหลักของผู้ป่วย คือ พฤติกรรมดึงผม หรือดึงขนตามบริเวณต่าง ๆ ทั้ง คิ้ว ขนตาของตนเองเป็นประจำ โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้ป่วย เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รู้ตัวขณะดึงผม เพราะการดึงผมทำให้ผ่อนคลาย และทำให้ความเครียด ความกังวลลดลง อีกกลุ่มที่ดึงผมโดยไม่รู้ตัว ขณะกำลังทำกิจกรรมอื่นๆ

สำหรับการดึงผมตนเองทำให้เกิดปัญหาต่อสภาพผมโดยตรง เช่น ผมหลุดร่วงเป็นหย่อม ๆ อาจจะเกิดการขาดของเส้นผม ผมงอกใหม่แตกปลาย ไม่แข็งแรง บริเวณที่ถูกดึง อาจพบอาการคันได้ แต่ก็มีอาการปวด และผลกระทบที่สำคัญ แค่ทำให้เสียบุคลิกภาพ และรบกวนการทำกิจวัตรประจำวันอื่น ซึ่งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ได้ไปพบแพทย์ผิวหนังก่อนมาพบจิตแพทย์ เนื่องจากโรคนี้ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก และผู้ป่วยมักพบแพทย์เมื่ออาการของโรคดำเนินมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ส่วนใหญ่อาการของโรคเริ่มเกิดใน 2 ช่วงอายุ คือวัยเด็ก และวัยรุ่น อายุที่เริ่มเป็นโรคยิ่งน้อย ยิ่งสัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่ดี

สาเหตุของโรคนี้ยังสรุปไม่ได้แน่ชัด จากการศึกษาในปัจจุบันได้พบว่า โรคนี้สัมพันธ์กับความผิดปกติของการทำงานของสมองบางส่วน และสารสื่อประสาทไม่สมดุล และนอกจากนี้ยังพบว่า โรคดึงผมมีความสัมพันธ์กับโรควิตกกังวล โรคเครียด โรคที่มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ อย่างเช่น อะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (anorexia nervosa) ,บูลิเมีย เนอร์โวซา (bulimia nervosa) เป็นต้น

รักษาโรคดึงผมตัวเอง

จากการวินิจฉัยโรคดึงผม จะอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งในรายที่มีอาการแยกยากจากโรคผิวหนังอื่น อาจจะต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมโดยแพทย์ผิวหนังก่อน การรักษาของโรคดึงผมให้ได้ผลที่สุด คือ การปรับพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็น biofeedback การผ่อนคลาย หรือจะเป็นการทำจิตบำบัดรูปแบบต่างๆ ร่วมไปกับ การรักษาด้วยยาที่เพิ่ม serotonin เช่น ยากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor (SSRI) แต่หากมีโรคร่วมอื่น เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ควรรักษาร่วมกัน เพื่อให้หายจากโรคดึงผม และไม่กลับมารบกวนชีวิตประจำวันอีก

 

หลังจากที่รู้ถึงเรื่องโรคดึงผมแล้ว วันนี้ทางเว็บเราขอมาต่อกันเลยกับ สัญญาณเตือน “สมองเสื่อม” หากแยกแยะ 5 กลิ่นนี้ไม่ได้

การสูญเสียความสามารถในการแยกแยะกลิ่นบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคสมองเสื่อมได้ หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้กับกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 57-85 ปี เกือบ 3,000 คน ให้ลองแยกแยะกลิ่นพื้นฐาน 5 กลิ่นด้วยกัน

เครียด ดึงผมตัวเอง

จากการทดลองนี้ มี 78 เปอร์เซ็นต์บอกชื่อได้ถูกต้อง 4-5 กลิ่น ขณะที่เกือบ 19 เปอร์เซ็นต์บอกชื่อถูก 2-3 กลิ่น , 2.2 เปอร์เซ็นต์บอกถูก 1 กลิ่น และอีก 1 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถแยกแยะได้แม้แต่กลิ่นเดียว ซึ่ง 5 กลิ่นที่นำมาใช้ทดสอบ ประกอบด้วย เปปเปอร์มินต์, ปลา, ส้ม, กุหลาบ และหนัง

ทั้งนี้ หลังจากที่ใช้เวลาติดตามผลเป็นเวลานาน 5 ปี พบว่า คนที่ไม่สามารถบอกชื่อของกลิ่นได้อย่างน้อย 4 กลิ่น มีความเสี่ยงสูงถึง 2 เท่า ที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นโรคสมองเสื่อมในอนาคต

ศาสตราจารย์เจย์ พินโต หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้กล่าวว่า การสูญเสียความสามารถในการดมกลิ่น บ่งบอกถึงสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น การทดสอบนี้ถือเป็นเครื่องมือชี้วัดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมได้รวดเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจ

ทั้งนี้ เป็นเพราะการรับรู้เรื่องกลิ่นมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของสมองและสุขภาพด้วย จึงถือเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นที่สำคัญ ในการบ่งบอกว่าบุคคลใดมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม

 

มาถึงความรู้ต่อกับ การแก้ปัญหา เรื่องขี้หลงขี้ลืม ที่ทางเว็บเรานำมาฝากกันวันนี้ค่ะ

หลายคนมักมีปัญหาขี้หลงขี้ลืมเป็นประจำ อย่างเช่น กำลังจะออกจากบ้านแต่ดันลืมหยิบร่ม หรือออกมาแล้ว แต่ก็ลืมหยิบกุญแจออกมาด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ เพียงแต่ต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่ใช้หลักการเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ามาเป็นตัวช่วยก็เท่านั้น

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้แนะนำให้จินตนาการเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างของ 2 สิ่ง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์กัน วิธีนี้จะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาหลงลืมได้ อย่างเช่น ในกรณีของร่มกับกุญแจ ให้เรานั้นนึกว่าข้างนอกนั้นฝนกำลังต้องพกร่มไปด้วย แต่ประตูหน้าบ้านล็อกเปิดไม่ได้ ต้องใช้กุญแจไขจึงจะออกจากบ้านไปข้างนอกได้

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เจนนิเฟอร์ ไรอัน นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโตในแคนาดา รวมทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า การเชื่อมโยงดังกล่าวคล้ายกับเกม “ค้อน-กระดาษ-กรรไกร” ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อย่างที่เราทราบว่า ค้อนชนะกรรไกร กรรไกรชนะกระดาษ และกระดาษชนะค้อน

และศาสตราจารย์ไรอัน ยังบอกอีกด้วยว่า แม้งานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า การจินตนาการของ 2 สิ่งเข้าด้วยกันสามารถช่วยให้จดจำได้ แต่จากผลวิจัยล่าสุดที่ได้ทดสอบความจำกลุ่มผู้สูงวัยจำนวน 80 คน อายุระหว่าง 61-88 ปี กลับพบว่า การที่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างของ 2 สิ่ง ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นด้วยเช่นกัน ในผู้สูงวัยที่ได้รับการฝึกฝนในเรื่องเทคนิคดังกล่าว จะมีความจำดีขึ้นจากการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของมาเป็นตัวเชื่อมโยงเหตุการณ์

เมื่อรู้ถึง โรคต่างๆ ที่ทางเว็บเรานำมาฝาก ทุกคนที่เข้ามาอ่านก็ควรที่จะรักษาสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้ดีๆ ด้วยความหวังดีจากทีมงานของเราค่ะ

บทความแนะนำ