โรคภัย 

โรคเอสแอลอี มีวิธีเยียวยาด้วย 8 ข้อ ทำได้ง่ายๆ ที่บ้านของคุณเอง

ปวดข้อจาก  โรคเอสแอลอี   สังเกตจากอาการปวดข้อและข้ออักเสบ ซึ่งเป็นอาการแรกเริ่ม ที่พบได้บ่อย ถึงกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ส่วนมากจะมีอาการอักเสบของข้อร่วมด้วย สังเกตจากมีอาการบวม รู้สึกตึงรอบๆ ข้อ ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจมีอากาการปวดข้อ หรืออาจะไม่มีการอักเสบก็ได้ ซึ่งโรคเอสแอลอีมักก่อให้เกิดอาการผิดปกติตามข้อต่างๆ อันได้แก่ ข้อเล็กๆ ที่นิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ที่มีอาการปวดร่วมกับอาการบวมและจะรู้สึกตึง อาการจะแย่ที่สุดในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังจากที่ไม่ได้ขยับข้อเป็นเวลานาน อันเนื่องมาจากมีการสะสมของสารอักเสบรอบๆ ข้อ เมื่อได้ขยับเขยื้อนหรืออาบน้ำอุ่นๆ จะช่วยทำให้อาการดีขึ้น

โรคเอสแอลอี

แม้อาการบวมอักเสบจะไม่รุนแรง แต่ในบางครั้งผู้ป่วยโรคเอสแอลอีอาจจะมีอาการปวดมาก แต่จะไม่สัมพันธ์กับการอักเสบที่เห็น บางคนอาจจะปวดมากจนลุกไม่ได้ในตอนเช้า นอกจากนี้อาการปวดข้อจากโรคเอสแอลอีนี้ยังสามารถย้ายที่ได้ คือ ปวดจากข้อหนึ่งไปยังอีกข้อหนึ่ง วันหนึ่งปวดข้อมือ อีกวันอาจจะปวดข้อเข่า อีกวันอาจจะปวดข้อนิ้ว บางครั้งญาติหรือคนที่บ้านไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้เห็นการอักเสบหรือบวมแดงบริเวณข้อ อาจเข้าใจคนไข้ผิด และนอกจากอาการปวดบริเวณข้อ ยังมีอาการปวดเมื่อย ปวดระบม ปวดกล้ามเนื้อ เป็นไข้ตัวรุมๆ รู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วยได้ อาการปวดข้อช่วงเช้าจะแตกต่างจากการปวดข้อจากโรคอื่น ๆ อย่างเช่น โรคข้อเสื่อม มักจะปวดเมื่อมีการใช้งาน และอาการมักดีขึ้นได้พักหรืออยู่นิ่งๆ

นี้คือความแตกต่างระหว่างปวดข้อจาก โรคเอสแอลอี กับปวดข้อรูมาตอยด์

ซึ่งอาการปวดข้อจากโรคเอสแอลอีมักจะเป็นเรื้อรัง และอาการปวดทั้งสองข้างแบบสมมาตรกัน ทั้งด้านซ้ายและด้ายขวา อีกโรคหนึ่งทำให้เกิดการอักเสบของข้อเรื้อรังคือ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างสองโรคนี้ ก็คือการอักเสบของข้อจากโรคเอสแอลอี จะไม่มีอการรุนแรงเหมือนโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะไม่พบการทำลายหรือกัดกร่อนกระดูก ทำให้กระดูกผิดรูปอย่างถาวร

หากอาการปวดข้อที่รุนแรงมากทำให้เกิดความพิการ อาจเป็นผู้ป่วยแบบโรคผสมหรือลูกผสม คือ ผสมระหว่างโรคเอสแอลอีกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เรียกว่า โรค Rheupus (rheumatoid artritis + lupus) และนอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีมักมีอาการผิดปกติในระบบอื่นๆ ร่วมด้วย อย่างเช่น ผื่น ผมร่วง มีไข้ต่ำๆ มีแผลในช่องปาก มักไม่พบในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอีที่มีอาการมานาน อาจมีอาการข้อผิดรูปแบบกลับเข้าที่ได้ บางครั้งข้อก็ดูเหมือนผิดรูป บางครั้งก็ดูปกติ การผิดรูปที่เกิดจากการหย่อนหรือหลวมของเยื่อบุและเอ็นรอบข้อ โดยเรียกภาวะนี้ว่า “Jaccoud’s Arthropathy” ซึ่งแตกต่างจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มักจะพบจากการกัดกร่อนกระดูก ซึ่งเป็นลักษณะค่อนข้างเฉพาะของโรคเอสแอลอี

เนื่องจากผู้ป่วยโรคเอสแอลอีมักจะมีอาการปวดข้อร่วมกันด้วย ดังนั้นอายุรแพทย์โรคข้อ หรือเรียกว่าหมอรูมาโต หรือรูมาโตโลจิสต์ (Rheumatologist) มีโอกาสมาดูแลผู้ป่วยโรคเอสแอลอี รวมไปถึงการดูแลการอักเสบในอวัยวะอื่นๆ ร่วมด้วย

การรักษาโรค sle
8 วิธี การเยียวยาเอสแอลอี

1.ป้องกันแสงแดด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและการสัมผัสกับแสงแดด โดยการทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ ให้มากกว่า 50 หรือสวมหมวกเสื้อแขนยาว เพราะทุกวันนี้รังสียูวีบีจะทำให้เซลล์ผิวหนังตาย และกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
2.การทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกินสเตียรอยด์ร่วมด้วย
3.ควรควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสม ทั้งปริมาณเกลือ พลังงาน และหากมีน้ำหนักตัวเกิน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ยิ่งในผู้ป่วยโรคลูปัส มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
4.ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ
5.ควรป้องกันการติดเชื้อ อย่างเช่น การกินอาหารปรุงสุกสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ เมื่อต้องอยู่ในที่แออัดควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย
6.หยุดสูบบุหรี่ ซึ่งมีข้อมูลว่า การสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคลูปัสและผู้ป่วยโรคลูปัสที่สูบบุหรี่ เพราะมีโอกาสที่โรคจะกำเริบกว่าคนที่ไม่สูบ และนอกจากนี้บุหรี่ยังทำให้ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเอสแอลอีออกฤทธิ์น้อยลงด้วย
7.ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ประเมินภาวะของโรค ปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสม ผู้ป่วยต้องกินยาตามขนาด ระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยากินเองเพราะอาจจะมีโอกาสแพ้ยาได้บ่อย และรุนแรงกว่าคนธรรมดา และไม่ควรพบแพทย์เฉพาะเมื่อมีอาการ เนื่องจากการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการรักษาเมื่อโรคเป็นมากไปแล้ว
8.การคุมกำเนิด เนื่องจากโรคลูปัส มักจะพบในหญิงวัยเจริญพันธุ์ จึงต้องเน้นย้ำกับผู้ป่วยเรื่องการคุมกำเนิดโดยเฉพาะในช่วงที่โรคกำเริบ ซึ่งผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ได้ หากโรคสงบนานกว่า 6 เดือน

อย่างทีบอกว่าโรคนี้เป็นโรคที่ซับซอน ผู้ป่วยไม่ควรท้อแท้และหมดกำลังใจ ดังนั้นครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการสนับสนุนทางด้านจิตใจ ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค ให้กำลังใจผู้ป่วย เพื่อจะได้ต่อสู้กับโรคต่อไป

บทความแนะนำ